ด้วยพระอัจฉริยภาพ ในหลวง ร.๙ ผู้ว่าต้องยอมคอขาดทำให้สมเด็จพระสุริโยทัย กลับมาเป็นวีรสตรีในปัจจุบันอีกครั้ง

สวัสดีครับ เดินตามพ่อ ในครั้งนี้ ขอเล่าย้อนเรื่องราวกลับไปเมื่อครั้งปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ มีโครงการจะสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย บริเวณทุ่งมะขามหย่อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะมีส่วนที่เป็นสวนสาธารณะและสระน้ำสำหรับให้ประชาชนมาท่องเที่ยวด้วย

เมื่อในหลวงทรงเอาแผนผังมาดู ก็ทรงไม่พอพระทัยเพราะปรากฏว่าจากพื้นที่ ๒๕๐ ไร่นั้น มีพื้นที่สระน้ำเพียง ๕๐ ไร่เท่านั้น จึงตรัสกับผู้ที่วางแผนว่า ขอให้สระน้ำใหญ่สักครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด เพราะอนาคตอาจจะมีน้ำท่วมทุกปีและก็จะท่วมลงมาตั้งแต่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ หากมีอ่างเก็บน้ำหรือสระที่ใหญ่พอ ก็จะสามารถกักน้ำไว้ได้ พระองค์ทรงต้องการเตรียมให้พื้นที่ทุ่งมะขามหย่องนี้เป็นแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

พอมาถึงปี ๒๕๓๘ ปรากฏว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่จริงอย่างที่ในหลวงทรงคาดการณ์ไว้ จึงรับสั่งให้คนไปถ่ายรูปทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ จากรูปทรงเห็นว่าระดับน้ำที่ท่วมอยู่ภายนอกสูงกว่าระดับน้ำจากสระน้ำในทุ่งมะขามหย่อง แต่ก็ยังสูบเอาน้ำจากสระออกมาเรื่อยๆ เพราะว่าผู้ว่าราชการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญ เกรงว่าน้ำจะเข้ามาสร้างความเสียหายแก่อนุสาวรีย์และสวนสาธารณะเลยป้องกันเต็มที่

แต่ในหลวงกลับรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งผู้ว่าราชการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้หยุดสูบน้ำออก และเปิดประตูน้ำที่เป็นท่อเพื่อให้น้ำเข้า ออกได้ ตอนแรกผู้ว่า ก็ลังเล ทางเจ้าหน้าที่จึงยืนยันว่าเป็นรับสั่งของในหลวง ปรากฏว่าแม้จะเปิดประตูน้ำแล้ว น้ำจากข้างนอกก็ไหลลงสระเพียงเล็กน้อย

เมื่อในหลวงทรงทราบว่าระดับน้ำภายนอกยังสูงมาก จึงมีรับสั่งให้เอารถแบ็คโฮมาเจาะคันกั้นน้ำทางทิศตะวันตกของอนุสาวรีย์เพื่อให้น้ำเข้ามาได้ ทันทีที่ผู้ว่าฯ ได้ยินคำสั่งก็ตอบทันทีว่า ผมทำไม่ได้ ผมคอขาดถ้าทำ ส่วนผู้ที่ไปบอกผู้ว่าฯ ก็ตอบกลับไปว่า คุณต้องทำ ถ้าไม่ทำ ผมเองคอขาด

ในที่สุดผู้ว่าราชการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ยอมคอขาด เอารถแบ็คโฮขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมาตักและขุดคันกั้นน้ำจนน้ำเข้ามาได้ ขณะเดียวกันในหลวงก็โปรดฯ ให้วัดระดับน้ำเป็นระยะ จนระดับน้ำภายนอกสูงเท่ากับระดับน้ำภายในอนุสาวรีย์ คือประมาณ ๕.๗ เมตร สามารถเก็บน้ำได้ประมาณสองล้านลูกบาศก์เมตร จึงทรงให้ปิดคันกันน้ำ เพื่อป้องกันน้ำไหลออกมาข้างนอก

การเปลี่ยนทุ่งมะขามหย่องเป็นแก้มลิง ทำให้จังหวัดต่างต่าง ในภาคกลางรอดน้ำท่วมหวุดหวิด สามารถช่วยบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จากความเสียหายซึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท พอถึงช่วงฤดูแล้ง ก็ผันน้ำจากแก้มลิงออก เป็นผลให้ชาวบ้านทำนาปรังได้ผลดีเป็นปีแรก คือสูงถึง ๘๐ ถังต่อไร่ บางบ้านต่อยอดด้วยการทำบ่อเลี้ยงปลา สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เรียกได้ว่าโครงการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยนี้ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว เหตุการณ์ครั้งนี้ในหลวงทรงสรุปว่า “อนุสาวรีย์นี้ทำประโยชน์ และสมเด็จพระสุริโยทัยนี้เป็นวีรสตรีในอดีต กลับมาเป็นวีรสตรีในปัจจุบันด้วย ฉะนั้นโครงการนี้ก็ได้ผลเต็มที่”


ขอบคุณข้อมูลดี เฟซบุ๊กแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *