๕ สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงยกเลิก เพื่อความก้าวหน้าของสยามประเทศ

สวัสดีครับ เดินตามพ่อในครั้งนี้ ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่มีต่อประเทศไทย และด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรที่ยาวไกล พระองค์ท่านทรงยกเลิกขนบธรรมเนียมและข้อปฏิบัติต่างต่าง ๕ อย่าง ที่ทำให้ประเทศสยามเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้

๑ การเลิกทาส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๑๗ แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๒๐ ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ ก็ทรงออก พระราชบัญญัติเลิกทาส ร ศ ๑๒๔ ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ ๔ บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน ปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ เป็นต้นไป
นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว

๒ การเลิกไพร่

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า การยกเลิกขนบไพร่เป็นการปลดทุกข์ของราษฎรทุกตำบลทั่วราชอาณาจักร จึงมีความเห็นว่าการยกเลิกขนบไพร่สำคัญยิ่งกว่าการยกเลิกขนบทาสเสียอีก เพราะราษฎรได้รับการส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจ มีเวลาทำมาหากินได้เต็มที่ และไม่มีใครรังเกียจเหมือนแต่ก่อน

ทั้งนี้ ขนบไพร่บังคับให้ราษฎรอายุตั้งแต่ 15-16 ปี จนถึง 70 ปี ต้องทำงานรับใช้หรือส่งส่วยให้แก่ชนชั้นปกครอง แบ่งออกเป็นไพร่หลวง ไพร่สมและไพร่ส่วย ไพร่มีกำหนดรับราชการเดือนเว้นเดือน ในสมัยอยุธยา ปีละ ๖ เดือน ลดลงมาเหลือปีละ ๔ เดือนในสมัยรัชกาลที่ ๑ และเหลือ ๓ เดือนในรัชกาลที่ ๒ หากไม่อยากรับราชการก็ต้องจ่าย ค่าราชการ เดือนละ ๖ บาท จากขนบไพร่ทำให้ประชาชนที่เป็นไพร่ไม่สามารถทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ จึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้

๓ การเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้ามาเป็น ยืนเฝ้า หรือ นั่งเก้าอี้แทน และถวายความเคารพด้วยการคำนับแทนการหมอบกราบ แต่พวกข้าราชการฝ่ายในยังใช้การเข้าเฝ้าแบบประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้าอยู่

๔ การเลิกการโกนผมไว้ทุกข์

การโกนผม เป็นการไว้ทุกข์ตามโบราณราชประเพณีเพื่อแสดงความเคารพอาลัย ในอดีตผู้ที่จะโกนผมจะต้องอยู่ในสังกัดมูลนายที่เสียชีวิต ยกเว้นแต่เพียงการสวรรคตของพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทุกคนต้องโกนผม

การโกนผมไว้ทุกข์ได้ถูกยกเลิกในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระราชดำริของพระชนกนาถ หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงมีพระราชประสงค์สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรจากธรรมเนียมนี้ในเวลาที่ราษฎรต้องโศกเศร้าเมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต

ตามโบราณราชประเพณีในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการราษฎรทั้งหลายต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว

๕ การเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสประเทศต่างๆในทวีปเอเชียและยุโรป ทรงได้เห็นความเจริญของประเทศต่างๆ จึงได้นำมาปฏิรูปการปกครองเสียใหม่ ทรงประกาศเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ เปลี่ยนการบริหารมาเป็นกระทรวงต่างต่างเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ โดยจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวงอย่างชัดเจนไม่ซ้ำซ้อนกัน

ทรงประกาศตั้งกระทรวงขึ้นอย่างเป็นทางการจำนวน ๑๒ กระทรวง อันประกอบด้วย

๑ กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบงานที่เดิมเป็นของสมุหนายก ดูแลกิจการพลเรือนทั้งหมดและบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและชายทะเลตะวันออก
๒ กระทรวงนครบาล รับผิดชอบกิจการในพระนคร
๓ กระทรวงโยธาธิการ รับผิดชอบการก่อสร้าง
๔ กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศึกษา
๕ กระทรวงเกษตรพานิชการ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์
๖ กระทรวงยุติธรรม ดูแลเรื่องตุลาการ

๗ กระทรวงมรุธาธร ดูแลเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์
๘ กระทรวงยุทธนาธิการ รับผิดชอบปฏิบัติการการทหารสมัยใหม่ตามแบบยุโรป
๙ กระทรวงพระคลังสมบัติ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงการคลัง
๑๐ กระทรวงการต่างประเทศ หรือกรมท่า รับผิดชอบการต่างประเทศ
๑๑ กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบกิจการทหาร และบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้
๑๒ กระทรวงวัง รับผิดชอบกิจการพระมหากษัตริย์

หลังจากวิกฤตการณ์ ร ศ ๑๑๒ หรือปีพุทธศักราช ๒๔๓๖ ทรงให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบกิจการพลเรือนเพียงอย่างเดียว และให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกิจการทหารเพียงอย่างเดียว ยุบกรม ๒ กรม ได้แก่ กรมยุทธนาธิการ โดยรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหม และกรมมรุธาธร โดยรวมเข้ากับกระทรวงวัง และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรพานิชการ เป็น กระทรวงเกษตราธิการ

ขอขอบคุณข้อมูล วิกิพีเดีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *